สงครามโลกครั้งที่ 1 กับ วันคริสต์มาส

  • Post Author:
  • Post Category:blog

เทศกาลที่การเฉลิมฉลองของชาวคริสต์ก็เดินทางมาถึง โดยทั่วไปเเล้วในค่ำคืนของวันที่ 24 เดือนธันวาคม นับว่าเป็นวันคริสต์มาสอีฟ เรื่องจริงแล้วชาวคริสต์จำนวนมากจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา หรือกำลังเล่นเกมพนันออนไลน์ ถ้าหากสนใจสมัครสมาชิก w88 เข้าที่นี่เลย แต่ว่าปี 1914 ต่างกันออกไป

ทหารทั้งสองฝั่งจะต้องนอนเฝ้าสนามเพลาะ (คูที่ขุดสำหรับกำบังตัวในสนามรบ) เพื่อสังเกตเวรยาม จากไวน์บนโต๊ะอาหาร ถูกเปลี่ยน เป็นน้ำในกระติกน้ำสนาม, เนื้อไก่งวงตัวโต ถูกแทนที่ด้วยขนมปังอันเป็นเสบียงอาหารของกองทัพ นี่บางครั้งอาจจะเป็นวันคริสต์มาสอีฟที่เหี่ยวเฉาที่สุดในชีวิตของพวกเขาก็เป็นไปได้ และก็อาจเป็นวันคริสต์มาสในที่สุด …

เวลาที่กำลังชิมรสของกินที่จืดจาง และก็เวลาก็ล่วงไปสู่ตอนเที่ยงคืน เสียงดนตรี No Man’s Land ดังขึ้นภายใต้ความมืดมน เพลงประจำวันคริสต์มาสดังลอยมากับสายลม จังหวะทำนองของเพลงยังดังออกมาอย่างสม่ำเสมออีกทั้งทำนองของเพลง O, Holy Night แล้วก็จบท้ายด้วยทำนองของเพลง God Save the king

แม้ว่าจะเป็นทำนองที่ชินหูแต่ว่าทหารอังกฤษก็จับใจความไม่ได้ เหตุผลก็เพราะเหตุว่าเพลงทั้งหมดที่กล่าวมาถูกร้องด้วยภาษาเยอรมันนั่นเอง

ทหารอังกฤษสอดสายตาเข้าไปในความมืดมน โดยมีเส้นนำสายตาที่เป็นเเสงจากตะเกียง ไม่ผิดแน่นั่นเป็นเหล่าทหารของเยอรมัน ถึงในเวลานี้พวกเขาทราบแล้วว่าการสงบศึกชั่วครั้งชั่วคราว 1 คืนเป็นเพียงสิ่งที่ทำได้แค่ฝันไปเพียงแค่นั้น

“คุณไม่ยิง พวกเราไม่ยิง” เสียงร้องออกมาเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแปลกๆของชาวเยอรมัน

พวกเรามองเห็นจากครึ่งทาง ทหารเยอรมัน 4 คนเดินมาแล้วก็ตะโกนว่าพวกเขาจะไม่ลั่นกระสุนในวันคริสต์มาส ถ้าเกิดเราเลือกที่จะไม่ยิงเช่นเดียวกัน” นี่เป็นสิ่งที่พลปืนยาวของกองกองทัพแห่ง บิสช็อป สตอร์ตฟอร์ด เขียนทิ้งเอาไว้ภายในบันทึกการศึกตอนนั้น

แน่ๆว่าในตอนแรกต่างฝ่ายต่างไม่อาจจะไว้วางใจอีกฝั่งได้ เพราะเหตุว่าการกระหน่ำยิงกันมายาวนานถึง 5 เดือน จะเลิกรบกันง่ายอย่างนี้เชียวหรือ แต่ว่าภายหลังจากเมื่อฝ่ายเยอรมันเข้าพบด้วยความบริสุทธิ์ใจ และก็ฝั่งอังกฤษก็ถวิลหาความสงบอยู่แล้ว ถึงแม้เพียงจะชั่วครู่ก็ตาม ในที่สุดวันคริสต์มาสอีฟคืนนั้นก็แปลงเป็นค่ำคืนในตำนานสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ถูกเรียกว่า “The Christmas Truce” หรือ “การพักรบวันคริสต์มาส” นั่นเอง

“วงดนตรีของเยอรมันเล่นเพลงของพวกเขา 2-3 เพลง ก่อนที่จะร้องเพลง ‘Home Sweet Home’ จวบจนกระทั่งพวกเขาเล่นเพลง ‘God Save The King’ เราทุกคนก็เริ่มเชียร์พวกเขาทันที” เอช.ดิกสัน ทหารจากกอง วาร์วิคเชียร์ บันทึกสิ่งนี้ไว้ภายในจดหมายของเขา

ทหารอังกฤษเริ่มมองเห็นเเสงเทียนระยิบระยับตามต้นไม้ ซึ่งการประดับเทียนนี้เองเป็นหนึ่งในขนบธรรมเนียมวันคริสต์มาสของเยอรมัน เสียงเพลงยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นเพลงซึ้ง และขยับจังหวะเป็นความครึกครื้น ในที่สุดที่สุดเเล้วทั้งคู่ฝั่งก็สลับกันขับร้องรับส่งกันไปๆมาๆ ประหนึ่งว่านี่ไม่ใช่พื้นที่ที่มีคนเสียชีวิตมาก่อน