สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

มหากษัตริย์ชาตินักรบผู้กอบกู้เอกราชแผ่นดิน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรืออีกชื่อ พระองค์ดำ เป็นกษัตริย์ที่ทรงกอบกู้อิสรภาพจากพม่าในการเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา  สืบเชื้อสายจากราชวงศ์สุโขทัยและพระวิสุทธิกษัตริย์ ประสูติ ณ พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก ความยิ่งใหญ่และความกล้าหาญของพระองค์มีอยู่ในสายเลือด เนื่องจากพระองค์เป็นกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายจากอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเป็นสายเลือดของนักสู้และการปกครอง ซึ่งทำให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา

สงครามยุทธหัตถี

พระมหาอุปราชาได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จเอกาทศรถได้นำกำลังไปตั้งรับที่เมืองสุพรรณ ทำให้เกิดการปะทะระหว่างกองทัพของพระองค์และกองทัพพม่า สมเด็จพระนเรศวรเข้าไปกองทัพหลวงของพม่า โดยที่ไม่มีทหารไทยตามเข้าไป เมื่อเผชิญหน้ากับพระมหาอุปราชาพระองค์ทรงท้าทายให้กระทำยุทธหัตถีเยี่ยงกษัตริย์ ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรทรงมีชัยได้ฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสง ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ชนช้างชนะมังจาปะโรแม่ทัพพม่า ซึ่งฝ่ายไทยเรียกสงครามครั้งนี้ว่าสงครามยุทธหัตถี

สงครามกรุงละแวก

หลังจากสงครามยุทธหัตถีซึ่งก็ทำให้เกิดความวุ่นวายในหัวเมืองมอญของพม่า สมเด็จพระนเรศวรจึงมีโอกาสจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกรุงละแวก โดยพระองค์นำทัพไปตีเมืองละแวก และจับพระศรีสุริโยพรรณอุปราชเขมรและครอบครัวมาที่กรุงศรีอยุธยาและพลเมืองละแวกกว่า 90,000 คน ต่อมาสมเด็จพระบรมราชาพระโอรสองค์สุดท้ายของพระสัฏฐากลับมาครองเขมรจากการช่วยเหลือของสเปน แต่ถูกขุนนางเขมรปลงพระชนม์ สมเด็จพระนเรศวรจึงให้พระศรีสุริโยพรรณ กลับไปครองเมืองพร้อมสถาปนาอำนาจเหนือกัมพูชา ในปีต่อมาพระนเรศวรได้ส่งกองทัพไปปราบกบฎในเขมร เนื่องจากขุนนางไม่ยอมรับพระศรีสุริโยพรรณ ซึ่งนี่ถือเป็นการบริหารกองทัพและจัดการกับศึกสงครามได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้บรรลุเป้าหมาย

สงครามหงสาวดี

หลังสงครามยุทธหัตถีกรุงหงสาวดีกำลังมีปัญหาทางชายแดนกับมณฑลยูนนานของประเทศจีน ซึ่งทางเมืองจีนได้ส่งทูตขอความร่วมมือจากราชสำนักอยุธยาให้ทำสงครามขนาบพม่า พม่าจึงเป็นศัตรูร่วมของอยุธยากับจีน กองทัพสมเด็จพระนเรศวรและกองทัพสมทบชาวมอญได้ล้อมกลุ่มหงสาวดี จากนั้นมีข่าวว่าทัพพระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าตองอู และพระเจ้าแปรจะมาช่วยพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้ถอนทัพ ด้วยเกรงศึกจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งความชำนาญในการสู้รบทำให้พระองค์เห็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศ โดยส่งเสริมจุดอ่อนและจุดแข็งของกันและกัน ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้การบริหารจัดการอำนาจของอยุธยาไปยังพม่า โดยใช้ทุนที่มีอยู่อย่างน้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุด

สงครามเมืองตองอู

สมเด็จพระนเรศวรได้นำกองทัพไปผสมอยุธยาและมอญไปล้อมเมืองตวงอู เนื่องจากกำแพงเมืองตองอูถูกสร้างอย่างแข็งแรงจึงตีเมืองได้ลำบาก สมเด็จพระนเรศวรให้ขุดคลองเชื่อมคูเมืองกับแม่น้ำปองลอง เพื่อนำน้ำออกจากคูเมือง กองทัพไทยล้อมเมืองตองกูอยู่ประมาณสองเดือน พอเดือนที่สามสมเด็จพระนเรศวรบอกให้ยกฐานทัพกลับ เนื่องจากขาดแคลนอาหาร ในสงครามครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการจัดการกับยุทธภูมิได้อย่างเหมาะสม จากการขุดคลองเพื่อชักน้ำออกจากคูเมืองตองอู เพื่อสร้างสถานที่ให้ได้เปรียบทางการรบ รวมถึงมีความอุตสาหะในการจะตีเมืองตองอูให้ได้ และทรงตระหนักถึงกองทัพไทยให้ถอยทัพ หลังจากขาดแคลนเสบียงเป็นการรักษาชีวิตของไพร่พล

สงครามอังวะ

พระเจ้าอังวะได้ขยายอำนาจในเขตรัฐไทใหญ่ และคุมคามเมืองนายและเมืองแสนหวี ซึ่งเป็นเมืองในการปกครองของกรุงศรีอยุธยา ส่งผลให้สมเด็จพระนเรศวรทำศึกกับอังวะ เพื่อไม่ให้เป็นภัยกับกรุงศรีอยุธยา โดยโปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกทัพไปทางเมืองฝาง ส่วนพระองค์ยกทัพไปทางเมืองหาง เมื่อถึงเมืองหางสมเด็จพระนเรศวรก็ประชวรกระทันหันและเสด็จสวรรคต สาเหตุที่สมเด็จพระนเรศวรไปตีเมืองอังวะก่อน เพราะว่าพระเจ้าอังวะระดมไพร่พลได้มากกว่าเมืองอื่นหากปล่อยไว้อาจจะเป็นภัยต่อกรุงศรีอยุธยา ทำให้พระองค์ออกไปสู้รบเพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่งในกองทัพของทหารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการยกทัพไปตีอังวะของสมเด็จพระนเรศวรจึงเป็นแบบการเรียนรู้ในความพร้อมรบและการตัดกำลังศัตรู ก่อนที่ศัตรูจะแข็งแกร่งขึ้น แต่นั่นก็เป็นการรบครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวร เนื่องจากพระองค์ทรงประชวรกระทันหันที่เมืองหางก่อนที่ทางกองทัพจะถึงเมืองอังวะ
สนันสนุนโดยw88club

Close Menu